ฝัง sIFR ลงบนเว็บเพจ

คุณคงจะรู้จัก sIFR มาพอสมควรแล้วถึงมาอ่านบทความอันนี้ (ไม่รู้จักกรุณากลับมาไปอ่านหน้าแรกใหม่) ดังนั้น ผมจะบอกก็แค่เพียงวิธีติดตั้งนะครับ

เอาล่ะ ก่อนที่เราจะทำอะไร ต้องรู้ถึงอุปกรณ์ที่จะใช้เสียก่อน
อย่างแรกคือต้องมี -- โปรแกรมสร้างเว็บที่ชื่นชอบ ในที่นี้ผมจะใช้ดรีมเวฟเวอร์เป็นตัวอย่าง
อย่างที่สอง -- โปรแกรม Macromedia Flash Professional
อย่างที่สาม -- ตัวสคริปต์ sIFR
อย่างที่สี่ -- สมองนิดๆหน่อยๆ
สี่อย่างนี่แหละครับ

ก่อนอื่น ผมต้องขอแนะนำการเอามาซึ่งอุปกรณ์ชิ้นที่สามของเราก่อนนะครับ นั่นคือ ไปที่ mikeindustries.com/sifr แล้วเลื่อนลงไปจนเห็นข้อความ (ระหว่างเลื่อนอ่านๆบ้างก็ดีนะครับ) Download the official sIFR x.xx release กดตรงนั้นแหละครับ เดี๋ยวมันก็เด้งขึ้นมาให้โหลดเอง
001
เอาล่ะต่อมา ก็ให้คุณใช้โปรแกรมแกะซิปที่คุณชื่นชอบ (เช่น WinZIP, WinRAR, 7-Zip หรือ IZArc) แกะไฟล์ที่โหลดออกมาได้ (ในที่นี้ผมจะใช้ WinRAR) ไปที่โฟลเดอร์ที่ชื่อ sIFR 2.0.1 แล้วแตกไฟล์ไปที่โฟลเดอร์ที่เราเก็บเว็บของเราไว้ครับ
002
ต่อมา ถ้าเห็นมารกๆละก็ ลองลบไฟล์บางไฟล์ทิ้งไป ซึ่งไฟล์ที่จะลบทิ้งได้ ได้แก่
1. โฟลเดอร์ "uncompressed js source (do not use)"
2. โฟลเดอร์ "documentation" (จริงๆอันนี้ควรจจะเก็บเอาไว้ดูนะครับ เพราะผมก็เอาวิธีทำมาจากไอ้นี่นี่แหละ)
3. vandenkeere.swf
4. tradegothic.swf
5. index.xhtml
6. index.html
7. all.css
8. .DS_Store
เมื่อลบเสร็จหมดแล้ว คราวนี้ก็เปิด Macromedia Flash Professional ของคุณขึ้นมา จากนั้นสั่งให้มันเปิดไฟล์ sifr.fla ขึ้น แล้วจะเกิดภาพคล้ายๆอย่างนี้
003
ใครที่พอจะทราบเรื่อง Flash อยู่บ้างก็คงบอกได้ว่าไอ้ที่เห็นเป็นเส้นประๆนั่นคือ Movie Clip ให้คุณ Double Click เข้าไป แล้วจะพบข้อความที่เขียนด้วยฟอนต์ Verdana ที่ว่า Do not remove this text อ่านได้ยังไงก็ทำตามอย่างนั้น นั่นคือ อย่าลบออกครับ

จากนั้น เหลือบตาลงข้างล่างจนเห็นแถว Properties ตรงนั้นนั่นเองที่คุณจะสนใจ ให้เปลี่ยนฟอนต์เป็นฟอนต์ที่คุณต้องการ (ลูกศรสีแดง) เสร็จแล้วจะเห็นว่าข้อความที่เดิมเขียนด้วยฟอนต์ Verdana นั้น เปลี่ยนเป็นฟอนต์ที่คุณเลือก แล้วคลิกไปที่ปุ่ม Embed ในแฟลช 8, Characters ในแฟลช MX 2004 ในภาพนี้เป็นแฟลช 8 ครับ (ลูกศรสีน้ำเงิน)
005
007 จากนั้น ก็จะมีหน้าต่างหรือกล่องโต้ตอบนี้โผล่ขึ้นมา ให้ใช้เม้าส์เขี่ยๆ Scrollbar ที่ใช้เลื่อนขึ้นเลื่อนลงน่ะ จนกระทั่งมาเจอคำว่า "Thai (91 glyph)" (ลูกศรสีเขียว) ให้กด Ctrl ข้างไว้ แล้วคลิกเลือกอย่างระมัดระวัง

จากนั้น ไปที่ลูกศรสีส้ม
หากคุณต้องการมีส่วนแก้สระลอย (กลับไปอ่านตรงหน้าหลักของบทความ จะมีอธิบายการแก้สระลอยไว้ด้วยครับ) ให้คัดลอกข้อความข้างล่างนี้ลงไปในช่องสีส้ม
เมื่อคัดลอกข้อความจากในแฟลชข้างบนแล้ว (จะใช้วิธีไหนก็ได้) ก็นำไปวางใน Text Field (เขาเรียกอย่างนี้รึเปล่าวะ -_-") ที่ติดข้อความไว้ข้างบนว่า "Include these characters" (ไม่ต้องลบของเดิมนะครับ) จากนั้น กด OK ครับ

สำหรับแฟลชเวอร์ชั่นเก่าๆนี่ผมไม่เคยใช้ครับ อย่างไรก็ตามคนที่ใช้อยู่ก็ล้วนแล้วแต่มือเก๋าๆทั้งนั้น ดังนั้น ผมคิดว่าพวกท่านดังกล่าวคงไม่จำเป็นต้องมาอ่านบทความสอนชี้นิ้วอย่างนี้หรอก

ขั้นตอนต่อไป คือการกำหนดลูกเล่นนิดหน่อยครับ ที่กำหนดตรงนี้เพื่อไม่อนุญาตให้ใครเอาไปใช้นอกเซอร์เวอร์เราได้ (คิดดูสิมันจะน่าเจ็บใจไหม หากว่าเอาแฟลชจากเซอร์เวอร์เราไปใช้ -- เปลืองแบนด์วิดท์เราอีก) โดยการเปิดไฟล์ที่ชื่อ customize_me.as ขึ้นมา จะเป็นข้อความคล้ายๆข้างล่างนี้ครับ
/* sIFR (Scalable Inman Flash Replacement) Version 2.0 RC4
Copyright 2005 Mike Davidson, Shaun Inman, Tomas Jogin and Mark Wubben

This software is licensed under the CC-GNU LGPL <http://creativecommons.org/licenses/LGPL/2.1/>
*/

// true unlocks .swf for usage on local networks (and testing locally)
// false locks .swf so it may only be served from a domain below

allowlocal = true;

// fill in whatever domains you want this to work on... must be exact matches... asterisk means all

allowedDomains = new Array("*","www.yourdomain.com","yourdomain.com");
จะเห็นได้ว่า มีตัวแปรอยู่แค่สองค่าเท่านั้นที่เราควรกำหนด (ถ้าไปแก้ dont_customize_me.as แบบสุ่มสี่สุ่มห้าแล้วจะไม่แสดงผล) โดยที่ "allowlocal" นี่หมายถึง เราสามารถทดสอบในเครื่องของเราเองได้ แต่ถ้าไม่อยากให้ทำอย่างนั้นได้ ก็ -- เปลี่ยนคำว่า true ให้กลายเป็น false ซะ (จริงๆแล้ว นี่เป็นการป้องกันไม่ให้คนที่ใช้ฟอนต์ที่เป็นของซื้อของขายต้องลำบาก เพราะว่าถ้าหากกำหนดเป็น true ผู้เข้าชมก็จะสามารถดูดลงเครื่องนำไปใช้ได้ ดังนั้น ก่อนจะอัพขึ้นเซอร์เวอร์ หากต้องการให้เป็นเช่นนั้น ก็ให้เปิดไฟล์ customize_me.as ขึ้นมาแก้ไข แล้ว Export ไฟล์แฟลชใหม่อีกครั้ง)

ต่อมา ก็จะมีตัวแปรที่ว่า allowedDomains ถ้าคุณต้องการให้ใช้ได้เฉพาะเซอร์เวอร์ของคุณคนเดียว ก็ขอจงเอา "*" ออกไป เพราะว่านั่นหมายถึงอนุญาตให้เอาไปใช้ที่ไหนก็ได้ แต่ถ้าจะเปลี่ยนเป็นโดเมนของคุณเอง ก็ให้เปลี่ยนคำว่า www.yourdomain.com และ yourdomain.com เป็นชื่อโดเมนของคุณเองนั่นแหละ (งงๆแฮะ) ถ้าหากจะเพิ่ม ผมก็คิดว่าคุณรู้ว่าควรจะทำอย่างไรจริงไหมครับ

ต่อมา ถึงขั้น Export Flash Movie จงไปที่เมนู File > Export > Export Movies... (เวอร์ชั่นอื่นอาจจะแตกต่างจากนี้ แต่มันก็มูฟวี่ๆเหมือนกันแหละน่า) จากนั้นหน้าต่างหรือไม่งั้นก็เป็นกล่องโต้ตอบหรือไม่ก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั่น Browse ที่คุ้นเคยก็จะโผล่ผลัวะขึ้นมา ตั้งชื่อไฟล์ตามใจชอบ และเลือกที่เก็บเดียวกับ sifr.fla นั่นแหละ ง่ายดี

แล้วจากนั้น ก็จะมีกล่องโต้ตอบไม่ก็หน้าต่างไม่ก็ไม่ใช่ทั้งสองอย่างนั่นมาให้เลือกออพชั่น ตรวจดูให้แน่ใจว่าเวอร์ชั่นของ Flash Player เป็นเวอร์ชั่น 6 และเวอร์ชั่นของแอคชั่นสคริปต์เป็น 1.0 (ถ้าดูไม่เป็นก็ไม่ต้องดู) แล้วกดปุ่ม OK

มาถึงขั้นตอนการฝังลงไปในหน้าเว็บแล้วสินะครับ เอาล่ะ อย่างที่ผมบอก ผมจะใช้ดรีมเวฟเวอร์ในการสาธิต ดังนั้นผมจะเปิดดรีมเวฟเวอร์และสร้างหน้าเว็บใหม่ขึ้นมา เช่นเดียวกับที่คุณจะทำเมื่อเปิดโปรแกรมอื่นเช่น Nvu หรือ FrontPage

จากนั้น ให้คุณแนบไฟล์สามไฟล์ที่มันให้มา ได้แก่ sifr.js, sIFR-print.css และ sIFR-screen.css โดยการเพิ่มโค้ด (หรือที่สะกดว่าโค๊ดโดยพี่เ -- ) นี้เข้าไประหว่าง <head> ... </head>
<script src="sifr.js" type="text/javascript"></script>
<link rel="stylesheet" href="sIFR-screen.css" type="text/css" media="screen" />
<link rel="stylesheet" href="sIFR-print.css" type="text/css" media="print" />
(ถ้าคุณเก็บไฟล์ทั้งสามนี้ไว้ที่อื่น ก็เปลี่ยนตรง href="filename.ext" เป็น href="directory/filename.ext")

ถ้าคุณใช้ Attach Stylesheet ในดรีมเวฟเวอร์มันจะมีให้เลือก media ปกติแล้วจะว่าง แต่เวลา Attach ไฟล์ sIFR-screen.css ให้เลือก media เป็น screen และ sIFR-print.css ให้เลือก media เป็น print ครับ

ต่อจากนั้น ให้เปิดไฟล์ sIFR-screen.css ขึ้นมา ลบสคริปต์ตั้งแต่ข้อความนี้ออกไป หมายถึงที่เป็น CSS Tag ข้างล่างข้อความนี้ทั้งหมด คุณจะลบข้อความข้างล่างนี้ด้วยหรือไม่ก็ได้นะครับ
/* These "decoy" styles are used to hide the browser text before it is replaced... the negative-letter spacing in this case is used to make the browser text metrics match up with the sIFR text metrics since the sIFR text in this example is so much narrower... your own settings may vary... any weird sizing issues you may run into are usually fixed by tweaking these decoy styles */
ต่อจากนั้นให้คุณเขียนสคริปต์นี้ใส่ลงไปแทน
sIFR-hasFlash yourtagthatusingsifr {
visibility: hidden;
}
โดย ตรงส่วนของ yourtagthatusingsifr คือ Tag หรือ Element ที่เราต้องการให้แสดงผลเป็นแฟลช เช่น h1 h1.title h1#blabla ฯลฯ

ดูในส่วนของการเขียนคำสั่งให้ Element นี้แสดงผลด้วยแฟลช เราจะเขียนคำสั่งให้เกิดแบบนี้ได้สองวิธีคือ
1. เขียนแบบเป็นส่วนหนึ่งของหน้าเว็บหรือเว็บเพจ เวลาเราใช้ฟอนต์แบบนี้แค่หน้าเดียว ก็ควรจะใช้วิธีนี้ เพราะว่ากะทัดรัดกว่า
2. เขียนแบบไม่เป็นส่วนหนึ่งของหน้าเว็บหรือเว็บเพจ โดยเขียนเพิ่มเข้าไปใน sifr.js หากจะใช้พร้อมกันหลายๆหน้า ก็ควรจะใช้วิธีนี้ จะได้ไม่ต้องโหลดคำเดิมซ้ำไปซ้ำมา จริงไหมครับ

ขออธิบายวิธีแรกก่อนนะครับ
ให้คุณเขียนโค้ดนี้เข้าไปในระหว่างแท็ก <body> ... </body> ในเว็บเพจของคุณ
<script type="text/javascript">
if(typeof sIFR == "function"){
โค้ดที่เราจะใส่
};
</script>
ตรง "โค้ดที่เราจะใส่" นี่แหละครับ เป็นตัวกำหนดให้มันเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ เป็นฟอนต์นู้นฟอนต์นี้นะ ให้ใส่โค้ดลักษณะแบบนี้ลงไปครับ
sIFR.replaceElement("วัตถุที่ต้องการเปลี่ยนเป็น sIFR", "ที่อยู่ไฟล์แฟลชดังกล่าว", "สี", "สีลิงก์", "สีลิงก์เวลามีเคอร์เซอร์ข้างบน (Hover)", "สีพื้นหลัง", ห่างจากข้างบน (พิกเซล), ด้านขวา (พิกเซล), ด้านล่าง (พิกเซล), ด้านซ้าย (พิกเซล), "FlashVars", "ตัวพิมพ์ใหญ่หรือเล็ก", "Windowsless Mode");
1. วัตถุที่ต้องการเปลี่ยนเป็น sIFR (sSelector) ก็คือ ชื่อของแท็กที่ต้องการเปลี่ยนข้อความในนั้นให้เป็นข้อความที่แทนด้วยแฟลช เช่น h1, div, span แต่ถ้าต้องการกำหนด class ของ css ให้เปลี่ยนเป็น tag.classname เช่น h1.kimochi เป็นต้น ส่วนถ้าเป็น id ของ css จะเป็น tag#idname เช่น h2#qwerty เป็นต้น โดยถ้าหากเรากำหนดค่าในนี้เป็นวัตถุไหนแล้วนั้น เช่น กำหนดให้เป็น h1 แล้ววัตถุนั้นก็จะถูกแทนที่ด้วยแฟลช นั่นคือ ข้อความใน h1 จะถูกแทนที่ด้วยแฟลชนั่นเอง คุณสามารถใช้วัตถุสองอย่างขึ้นไปก็ได้ โดยใช้ "," คั่น
2. ที่อยู่ไฟล์แฟลชดังกล่าว (sFlashSrc) ตอนต้นๆของบทความนี้ได้สอนวิธีการทำแฟลชสำหรับ sIFR คุณเอามันไปซ่อนไว้ที่ไหน ก็นำที่อยู่ของมันมาใส่ไว้ตรงนี้ เช่น ../iannnnndvd.swf, http://www.zzz.com/veenus.swf ฯลฯ
3. สี (sColor) คือสีของตัวอักษร กำหนดเป็น hex หรือในรูปแบบนี้เท่านั้น #000000
4. สีลิงก์ (sLinkColor) เวลาทำลิงก์ในข้อความ เป็น hex เหมือนข้างบน
5. สีลิงก์เวลามีเคอร์เซอร์ข้างบน (Hover) (sHoverColor) เวลาเอาเคอร์เซอร์วางบนลิงก์จะกลายเป็นสีที่เรากำหนดไว้ครับ
6. สีพื้นหลัง (sBgColor) ก็คือสีพื้นหลังนั่นเอง เพราะหาคำอธิบายที่ดีกว่านี้ไม่ได้แล้ว เป็น hex เหมือนกันครับ
7. ห่างจากข้างบน ขวา ล่าง ซ้าย (พิกเซล) (nPaddingTop, nPaddingRight, nPaddingBottom, nPaddingLeft) ก็คือเว้นจากด้านต่างๆเป็นค่าที่เรากำหนดนั่นเอง มีหน่วยเป็นพิกเซล (เวลาใส่ค่าไม่ต้องมีหน่วยและไม่ต้องมีเครื่องหมาย " เปิดปิด เพราะมันเป็นตัวเลข)
8. FlashVars (sFlashVars) มาจากคำว่า Flash Variables หรือตัวแปรแฟลช นั่นคือกำหนดรูปแบบของแฟลชได้นั่นเอง โดยคุณสามารถใช้
  • textalign="center" เพื่อทำให้ข้อความอยู่กึ่งกลาง และ textalign="right" เพื่อทำให้ข้อความอยู่ทางขวา
  • offsetLeft=1 ทำให้ข้อความเคลื่อนไปทางขวา 1 พิกเซล ถ้าอยากให้เลื่อนไปทางซ้ายก็ใส่ค่าเป็นลบ
  • offsetTop=1 ทำให้ข้อความเคลื่อนไปข้างล่าง 1 พิกเซล ทำนองเดียวกับเลื่อนไปทางซ้าย ถ้าต้องการให้เลื่อนขึ้นบนจงใส่ค่าเป็นลบ
  • underline=true ทำให้ลิงก์มีการขีดเส้นใต้
โดยแต่ละตัวแปรคั่นไว้ด้วยเครื่องหมาย Ampersand (&)
9. ตัวพิมพ์ใหญ่หรือตัวพิมพ์เล็ก (sCase) ใส่ค่า lower สำหรับทำให้ตัวอักษรกลายเป็นตัวพิมพ์เล็กทั้งหมด และ upper เพื่อทำให้ตัวอักษรกลายเป็นตัวพิมพ์ใหญ่ทั้งหมด ถ้าอยากทำตามธรรมดา ก็ให้ใส่ค่าเป็น null
10. Windowless Mode (sWmode) ทำให้พื้นหลังของแฟลชนั้นๆโปร่งใส ไม่แนะนำให้ใช้ เพราะว่าในบางเบราว์เซอร์จะไม่เห็น แต่ถ้ายังดึงดันจะใช้ก็ให้เติมคำว่า transparent ลงไป แต่ถ้าไม่ก็ลบเครื่องหมาย " ออกแล้วเติมคำว่า null
ถ้าอันไหนอยากให้กำหนดค่าเป็น default ก็เติมคำว่า null ลงไปแทน (ไม่ต้องมี " ปิดและเปิดท้าย) (จริงๆมีข้อสังเกตคือ ถ้าเป็นข้อความจะมี " เปิดปิดท้าย และถ้าเป็นค่าอย่างตัวเลข, null, true หรือ false ก็ไม่จำเป็นต้องมี " เปิดปิดท้ายน่ะครับ)

ยกตัวอย่างเช่น ...
sIFR.replaceElement("h1 ", "./iannnnndvd.swf", "#000000", "#0033CC", "#769E0A", "#000000", null, null, 2, null, "textalign=right&offsetRight=5", "lower", null);
ระหว่างอ่านนี่ คุณก็คงจะสงสัยว่าข้ิอความที่อยู่ในนขลิขิตข้างบนคืออะไร พอคุณอ่านผ่านตรงนี้ คุณก็จะยิ่งสงสัยเข้าไปอีกว่านขลิขิตคืออะไร นขลิขิตคือวงเล็บครับ และข้อความภาษาอังกฤษในนขลิขิตนั่นเป็นชื่อตัวแปรครับ ซึ่งจะช่วยให้เราไม่งงมากขึ้น โดยมันจะช่วยเกี่ยวกับการกำหนดค่าตัวแปรต่างๆโดยไม่ต้องเรียงลำดับแบบข้างบน หากเราจะเขียนแบบนี้ ต้องมี named คลุมครับ เช่น
sIFR.replaceElement(named({sSelector:"h1", sFlashSrc:"./iannnnndvd.swf", sColor:"#000000", sLinkColor:"#0033CC", sBgColor:"#000000", sHoverColor:"#769E0A", nPaddingTop:10, nPaddingBottom:10, sFlashVars:"textalign=center&offsetTop=6"}));
โดยแต่ละตัวแปร -- อย่างที่เห็น -- ต้องมี , คั่นครับ

เราสามารถใช้แบบที่หนึ่งกับสองปนกันได้ เช่น
sIFR.replaceElement("h1", "./iannnnndvd.swf", named({sColor:"#000000", sLinkColor:"#0033CC", sBgColor:"#000000", sHoverColor:"#769E0A", nPaddingTop:10, nPaddingBottom:10, sFlashVars:"textalign=center&offsetTop=6"}));
ทีนี้ มาถึงวิธีที่สอง ให้เปิดไฟล์ sifr.js ขึ้นมาครับ จะเห็นสคริปต์อะไรไม่รู้พรืดพราดเต็มไปหมด ไม่ต้องไปสนใจครับ เลื่อนๆลงมา จะเห็นบรรทัดที่เขียนว่า
if(typeof sIFR == "function" && !sIFR.UA.bIsIEMac){
sIFR.setup();
};
ต่อมา ให้เอาไอ้ "โค้ดที่เราจะใส่" (ตัวแดงๆในตอนแรก) มาใส่ในตำแหน่งที่เขียนว่า "โค้ดที่เราจะใส่" ข้างล่างนี่
if(typeof sIFR == "function" && !sIFR.UA.bIsIEMac){
sIFR.setup();
โค้ดที่เราจะใส่
};
(นั่นคือหลัง sIFR.setup();) จากนั้นเซฟแล้วเอาไปใช้ได้เลยครับ

นอกจากนี้ ยังมีลูกเล่นอื่นๆในการเขียน "โค้ดที่เราจะใส่" อีกครับ เช่น การกำหนดสคริปต์จำนวนหนึ่งที่ใช้บ่อยๆเป็นค่าค่าหนึ่งไปเลย ยกตัวอย่างการเขียนเช่นข้างล่างครับ
var template = named({sColor:"#000000", sLinkColor:"#0033CC", sBgColor:"#000000", sHoverColor:"#769E0A", nPaddingTop:10, nPaddingBottom:10, sFlashVars:"textalign=center&offsetTop=6"})
sIFR.replaceElement("h1", "./iannnnndvd.swf", template);
sIFR.replaceElement("h2, h1.title", "./lenroonrang.swf", template);
เวลาใช้ ก็ให้ใส่ข้อความใน Tag ที่กำหนดไว้นั่นแหละ เช่นข้างบน ก็ใช้แท็ก h1 แล้วข้อความข้างใน h1 จะกลายเป็นข้อความแฟลชเองครับ

นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดค่าอะไรต่างๆมากมายหลายหลาก ถ้าสนใจก็อ่านต่อ ถ้าไม่สนใจก็ปิดก็ได้นะครับ แหะๆ -_-"

อย่างแรกคือ ถ้าเราอยากให้มีการเตรียมความพร้อม sIFR ระหว่างโหลดก็ให้เขียนคำสั่งนี้ก่อนหน้า sIFR.setup();
sIFR.bAutoInit = true;
ในทางกลับกัน ให้ใช้ false

ปกติแล้วเวลา Define ID ของหน้าเว็บเพจแล้ว จะสามารถ Define ได้ครั้งเดียวถ้านับตามมาตรฐานของ XHTML แต่เบราว์เซอร์ส่วนใหญ่ก็สนับสนุนอยู่ดี -- ใน IE จะมี Bug ของ sIFR (ในขณะเดียวกัน ผมก็สังเกตเห็นว่าบน FF ก็เป็นแฮะ) ถ้าต้องการไม่ให้มันแก้ไข Bug นี้แล้ว ให้ใช้คำสั่งนี้ (อยู่บรรทัดก่อนหน้า sIFR.setup(); เหมือนเดิม)
sIFR.bFixFragIdBug = false;

ต่อมา เป็นการกำหนดว่า sIFR จะทำงานหรือเปล่า โดยใช้
sIFR.bIsDisabled = false;
วางอยู่ในตำแหน่งเดียวกันกับสองอันที่ผ่านมา (คือก่อนหน้า sIFR.setup();)ถ้าค่าเป็น true หมายความว่าปิดการใช้งาน ในขณะที่ถ้าค่าเป็น false เหมือนในตัวอย่างก็จะหมายความว่าเปิดการใช้งาน

และกลไกการทำงานอย่างที่เคยว่าไว้ (รึเปล่าหว่า) คือ มันจะแทนที่ข้อความด้วย Flash และสั่งให้ข้อความหายไปโดยอาศัยความสามารถของ CSS คือคำสั่งที่ว่า visibility: hidden; ถ้าหากว่าอยากให้ข้อความไม่หายไป ก็ให้ใส่คำสั่ง
sIFR.bHideBrowserText = false;
ลงไป ตำแหน่งเดียวกับสามอันก่อนนั่นแหละครับ

นอกจากนี้ เรายังสามารถกำหนดได้ด้วยว่าถ้าใช้เบราว์เซอร์นี้แล้ว sIFR จะไม่ทำงาน โดยการใส่สคริปต์ตรงที่ใส่สีเขียวข้างล่างไว้
if(typeof sIFR == "function" && !sIFR.UA.bIsIEMac && !sIFR.UA.สคริปต์ที่ว่า){
โดยสคริปต์ดังกล่าวจะเป็นตัวบอกประเภทของเบราว์เซอร์ที่ไม่ต้องการให้แสดง sIFR โดยคุณสามารถใช้สคริปต์ดังต่อไปนี้ได้ครับ
  • bIsWebKit สำหรับเบราว์เซอร์ WebKit
  • nIsWebKitVersion กำหนดเวอร์ชั่นของ WebKit โดยใช้เครื่องหมาย >, < หรือ = เช่น nIsWebKitVersion>124
  • bIsSafari สำหรับเบราว์เซอร์ Safari
  • bIsKonq สำหรับเบราว์เซอร์ Konquerer
  • bIsKHTML สำหรับเว็บเพจที่เป็น KHTML
  • bIsOpera สำหรับเบราว์เซอร์ Opera
  • nOperaVersion
  • bIsGecko สำหรับเบราว์เซอร์ตระกูล Gecko ได้แก่ Netscape 6.1 ขึ้นไป และ Mozilla ทั้งหลาย
  • nGeckoBuildDate
  • bIsIE
  • bIsIEMac
  • bIsIEWin
  • bIsXML
  • bUseDOM
  • bFlashVersion (ไม่รับรองใน IE บน Windows)
  • bHasTransparencySupport
  • bUseInnerHTMLHack
จบแล้วครับ บทความอันกระท่อนกระแท่นของผม อาจขาดตกบกพร่องอะไรไปบ้าง แต่ถ้าสงสัยอะไรที่เป็นภาษาไทยเรียนเชิญถามที่ F0NTF0RUM ได้ครับ (ส่วนภาษาอังกฤษกรุณาไปที่ Official Website ของมันนะครับ ขอบคุณครับ ที่กลั้นใจอ่านจนจบและสวัสดีครับ
by Zafire06 -- You're free to use any information in this page in anyway but plz link back to me see About page for more detail